อภิญญา กองไชย

แปะก๊วย

04:13, 4 September 2007 .. 0 comments .. Link
แปะก๊วย : ช่วยบำรุงสมองเพิ่มความจำ

แปะก๊วย (Ginkgo Biloba)

แปะก๊วย - พืชสมุนไพรที่ชาวจีนเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ สามารถบำบัดโรคต่างๆ ได้ ช่วยบำรุงสมอง ทำให้มีสมาธิและความจำดีขึ้น เป็นพืชที่มีการแยกต้นเป็นเพศผู้ และเพศเมีย ใบมีลักษณะคล้ายใบพัด แยกออกเป็น 2 กลีบ

สารที่สกัดได้จากใบแปะก๊วยมีหลายชนิด เช่น สาร Flavonoids, Terpenoids สารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Free radical) เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตไปสู่สมอง, ปลายมือปลายเท้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เพราะเมื่อสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ย่อมเสื่อมสมรรถภาพและฝ่อไปในที่สุด ส่งผลต่อการทำงานและประสิทธิภาพของสมอง ทำให้เกิดการหลงลืมในผู้สูงอายุ หรือโรคความจำเสื่อม ที่เรียกว่า อัลไซเมอร์ (Alzheimer disease) 

ในปัจจุบันหลายๆ ประเทศได้ให้การยอมรับถึงสรรพคุณของใบแปะก๊วยในการรักษาโรคสมองเสื่อม โดยการนำสารสกัดจากใบแปะก๊วยมารวมกับ Phospholipids ให้อยู่ในรูปของ Phytosome ซึ่งช่วยให้การดูดซับที่ผนังลำไส้เล็กดีขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถนำเอาสารสกัดจากใบแปะก๊วยนี้มาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการนำสารสกัดดังกล่าวมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อบำรุงสมอง และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ใช้รักษาโรคความจำเสื่อม, โรคซึมเศร้า อาการหลงๆ ลืมๆ อันเนื่องมาจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอในผู้ป่วยสูงอายุ


ผมๆๆ

04:09, 4 September 2007 .. 0 comments .. Link

๑. ผมร่วง, ผมหงอกก่อนวัย, บำรุงผม

ขนานที่ ๑       

ใช้น้ำมันมะกอกทาผมให้ทั่วแล้วนวดศีรษะสักพัก แล้วค่อยสระผมด้วยสบู่หรือแชมพู ทำอาทิตย์ละ ๒ ครั้ง ประมาณ ๒-๔ อาทิตย์ ผมจะหายร่วง

ขนานที่ ๒

เอาลูกมะกรูดแก่ ๒ ลูกย่างไฟให้สุกจนนิ่ม ถ้ามีเตาอั้งโล่ให้ใส่ใต้เตาอั้งโล่ขณะที่ใช้เตาทำกับข้าวอยู่ เมื่อมะกรูดนิ่มดีแล้ว เอามาขยำกับน้ำอุ่นๆ ทิ้งไว้ให้เย็น กรองเอาน้ำมันมาสระผม นวดผมให้ทั่วหลังสระผมด้วยสบู่หรือแชมพูแล้ว (ถ้าใช้น้ำซาวข้าวแทนน้ำจะทำให้ยาออกฤทธิ์ดีขึ้น และถ้าไม่มี เตาอั้งโล่ จะใช้น้ำมะกรูดดิบๆ ก็ได้ แต่ฤทธิ์อ่อนกว่ามะกรูดเผา)

ขนานที่ ๓

ใช้น้ำมันมะกอกนวดศีรษะเอาผ้าโพกหัวทิ้งไว้ประมาณ ๑ ชั่วโมง และเอาผลมะกรูดเผาไฟพอสุก เอามาขยำกับน้ำ เอาน้ำที่คั้นได้สระผม

ขนานที่ ๔

ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ใส่ผมจนทั่ว อย่าให้เปียกมากเกินไปปล่อยทิ้งไว้ประมาณ ๑๐ นาที ผมจะแห้ง น้ำเมือกไม่ทำให้ผมเหนียวหรือแฉะ ใส่ผมเช้าเย็นและหลังจากสระผม


๒. ผมร่วงเป็นหย่อมๆ

อาจเกิดจากเชื้อรา ให้ใช้ยาดังต่อไปนี้

ขนานที่ ๑

สระผมให้สะอาดเสียก่อน เอาใบทองพันชั่งตำจนละเอียดผสมน้ำพอเหนียว นำไปพอก บริเวณศีรษะที่ผมร่วง ให้ใช้ผ้าคลุมไว้ที่ศีรษะหนึ่งคืน รุ่งเช้าไปล้างออก ทำติดต่อกัน ๑๕-๓๐ วัน (ทอง พันชั่งมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อราจึงอาจช่วยได้)

ขนานที่ ๒

ใช้น้ำมันละหุ่ง ๘ ช้อนโต๊ะ (ถ้าไม่มีใช้น้ำมันมะพร้าวหรือใช้น้ำมันพืชหรือน้ำมันมะกอกแทน)กระเทียม ๘ กลีบใหญ่ ปอกเปลือกกระเทียมหั่นหรือบด ใส่ลงในน้ำมันร้อนๆ ปิดฝาตั้งทิ้งไว้วันครึ่ง (๓๖ ชม.) เอาน้ำมันมานวดศีรษะให้ทั่ว เมื่อนวดดีแล้วใช้ผ้าขนหนูอ่อนๆ พันเอาไว้อย่างน้อย ๑ ชั่วโมง จึงสระผมด้วยแชมพู (กระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้ดีจึงอาจใช้รักษาได้)

ขนานที่ ๓

เอาลูกมะกรูดแก่ ๒ ลูกย่างไฟให้สุกจนนิ่ม ถ้ามีเตาอั้งโล่ให้ใส่ใต้เตาอั้งโล่ขณะที่ใช้เตาทำกับข้าวอยู่ เมื่อมะกรูดนิ่มดีแล้ว เอามาขยำกับน้ำอุ่นๆ ทิ้งไว้ให้เย็น กรองเอาน้ำมันมาสระผม นวดผมให้ทั่วหลังสระผมด้วยสบู่หรือแชมพูแล้ว (ถ้าใช้น้ำซาวข้าวแทนน้ำจะทำให้ยาออกฤทธิ์ดีขึ้น และถ้าไม่มี เตาอั้งโล่ จะใช้น้ำมะกรูดดิบๆ ก็ได้ แต่ฤทธิ์อ่อนกว่ามะกรูดเผา)


๓. ผมมีน้ำมันมากเกินไป โดยทั่วไปผมที่มันเกินไปเกิดจากอาหาร ให้สังเกตจากอาหารที่กินแล้วทำให้ผมมีน้ำมันมากและ พยายามเว้นอาหารนั้นเสีย

ขนานที่ ๑

ใช้น้ำมันละหุ่ง ๘ ช้อนโต๊ะ (ถ้าไม่มีใช้น้ำมันมะพร้าวหรือใช้น้ำมันพืชหรือน้ำมันมะกอกแทน)กระเทียม ๘ กลีบใหญ่ ปอกเปลือกกระเทียมหั่นหรือบด ใส่ลงในน้ำมันร้อนๆ ปิดฝาตั้งทิ้งไว้วันครึ่ง (๓๖ ชม.) เอาน้ำมันมานวดศีรษะให้ทั่ว เมื่อนวดดีแล้วใช้ผ้าขนหนูอ่อนๆ พันเอาไว้อย่างน้อย ๑ ชั่วโมง จึงสระผมด้วยแชมพู (กระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้ดีจึงอาจใช้รักษาได้

ขนานที่ ๒

เอาลูกมะกรูดแก่ ๒ ลูกย่างไฟให้สุกจนนิ่ม ถ้ามีเตาอั้งโล่ให้ใส่ใต้เตาอั้งโล่ขณะที่ใช้เตาทำกับข้าวอยู่ เมื่อมะกรูดนิ่มดีแล้ว เอามาขยำกับน้ำอุ่นๆ ทิ้งไว้ให้เย็น กรองเอาน้ำมันมาสระผม นวดผมให้ทั่วหลังสระผมด้วยสบู่หรือแชมพูแล้ว (ถ้าใช้น้ำซาวข้าวแทนน้ำจะทำให้ยาออกฤทธิ์ดีขึ้น และถ้าไม่มี เตาอั้งโล่ จะใช้น้ำมะกรูดดิบๆ ก็ได้ แต่ฤทธิ์อ่อนกว่ามะกรูดเผา)


๔. รังแคคัน

ขนานที่ ๑

หาบวบอ่อนๆ มา ๑ ลูก ปอกเปลือกออกหั่นเป็นท่อนๆ แล้วเอามาทาที่ศีรษะจนหมด ทิ้งไว้สัก ๑๕ นาทีจึงล้างออก

ขนานที่ ๒

ใช้ผ้าจุ่มลงในน้ำส้มสายชูสักเล็กน้อยแล้วเช็ดให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้ไม่ต้องล้างออก ทำก่อนนอน

ขนานที่ ๓

เอาบวบขมแก่ๆ สัก ๒-๓ ลูก กะเทาะเปลือกออกเสีย ราดผมให้เปียกชุ่มเอาบวบที่กะเทาะเปลือกออกแล้วเหลือแต่ซัง ขยี้บนศีรษะให้ทั่ว จะเกิดฟองเหมือนแชมพูสระผมทั่วไป ทิ้งไว้สัก ๑๕ นาทีแล้วล้างออก ทำเวลาจะสระผม ทำสักสามครั้งรังแคจะหาย อีกวิธีหนึ่งให้เอาบวบขมแก่ๆ มา ๑ ลูกหักออกสองท่อน ใช้ถูศีรษะให้ทั่วจนหมดบวบทั้งสองท่อน ทิ้งไว้สักครู่แล้วเอาน้ำล้างศีรษะให้สะอาด


๕. ผมแตกปลาย เพราะผมแห้งเนื่องจากถูกแดดถูกลมมากไป หรือใช้แชมพูและสบู่ที่เป็นด่างมากไป

ขนานที่ ๑

ให้ใช้ต้นตะไคร้สดๆ ๒-๓ ต้น ตำให้ละเอียด บีบน้ำออก (ถ้ามีน้ำน้อยให้เติมน้ำลงไปพอให้คั้นน้ำได้) กรอง นำน้ำที่ได้มานวดผม หลังจากสระผมเสร็จแล้ว ทิ้งไว้สัก ๑๐ นาที แล้วสระผมด้วยน้ำสะอาดทำทุกครั้งที่สระผม ประมาณ ๒ เดือน ผมจะกลับเป็นปกติ

ขนานที่ ๒

ใช้น้ำมันมะกอกทาผมให้ทั่วแล้วนวดศีรษะสักพัก แล้วค่อยสระผมด้วยสบู่หรือแชมพู ทำอาทิตย์ละ ๒ ครั้ง ประมาณ ๒-๔ อาทิตย์ ผมจะหายร่วง

ขนานที่ ๓

ใช้ลูกมะกรูดตามหัวข้อ ๑ ขนานที่ ๒


6. ล้างคราบแชมพูหรือสบู่

คราบสบู่หรือแชมพูที่ติดอยู่กับหนังศีรษะ หลังจากสระผมแล้วจะทำให้หนังศีรษะเป็นด่างมากเกินไป ทำให้เส้นผมเสียได้ ปกติหนังศีรษะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ การล้างผมด้วยน้ำมะกรูดหรือน้ำมะนาวหรือ น้ำสัมสายชูจะช่วยล้างคราบแชมพูและปรับหนังศีรษะให้เป็นกรดเหมือนเดิม วิธีล้างคือหลังจากสระผมด้วยสบู่หรือแชมพูแล้ว เอาน้ำมะกรูดหรือน้ำส้มสายชูอย่างใดอย่างหนึ่งสัก ๑-๒ ช้อนชามาสระผมนวดศีรษะให้ทั่ว ประมาณ ๔-๕ นาทีแล้วใช้น้ำสะอาดล้างจนสะอาด


7. ยาสระผม

สมุนไพรที่ใช้แทนแชมพูเป็นสมุนไพรที่มีสารพวกชาโปนิน ซึ่งเป็นสารที่เมื่อตีกับน้ำแล้วเกิดฟอง เหมือนฟองสบู่ และชะล้างสิ่งสกปรกออกจากผมได้ ที่นิยมให้กันในสมัยก่อนคือฝักส้มป่อยแก่ วิธีใช้เอาฝักแก่และแห้ง ๔-๕ ฝักหักและตีกับน้ำ ๑ ลิตรใช้สระผม สมุนไพรอีกอย่างคือมะกรูด วิธีใช้คือใช้น้ำเปล่าเคล้าเส้นผมจนเปียกดี แล้วใช้มะกรูดลูกใหญ่ๆ แก่ๆ ๑ ลูก ผ่าซีกบีบเอาน้ำใส่ผมนวดศีรษะให้ทั่วประมาณ ๔-๕ นาที แล้วล้างน้ำออกให้หมดถ้าต้องการได้รับประโยชน์จากมะกรูดเต็มที่ให้ย่างหรือเผามะกรูดให้นิ่มเสียก่อนแล้วเอามาขยำใน น้ำอุ่นๆ จนละเอียดดีแล้วกรองเอาน้ำที่ได้นี้มานวดผมเช่นเดียวกับข้างต้น น้ำมันจากผิวมะกรูดช่วยบำรุง เส้นผมได้ดีมาก


8. เหา

ขนานที่ ๑

ใช้น้ำส้มสายชูชโลมศีรษะ เอาผ้าโพกไว้สักครึ่งชั่วโมงค่อยสระผม แล้วเอาหวีถี่ๆสางเอาตัวและไข่เหาออก หลังจากนั้น ๒ อาทิตย์ทำอีกครั้งหนึ่ง และหลังจากนั้นอีก ๒ อาทิตย์จึงทำอีกครั้งหนึ่ง น้ำส้มสายชูทำ ให้ไข่เห่าร่วงหลุดไปได้ (ให้ใช้น้ำส้มสายชูแท้เท่านั้น)

ขนานที่ ๒

เอาผลมะกรูดใบใหญ่ที่แก่จัดน้ำมาก นำไปเผาไฟหรือย่างไฟให้สุก ทิ้งไว้ให้เย็น เอามาคลึงให้มีน้ำมากๆ ผ่าครึ่งบีบน้ำลงบนหัวขยี้ให้ทั่วใช้หวีถี่ๆสางเส้นผมจะมีไข่เหาติดออกมา ทำอาทิตย์ละครั้งทำทั้งหมด ๓ ครั้ง

ขนานที่ ๓

เอาใบน้อยหน่ามา ๕-๘ ใบโขลกให้ละเอียด ผสมน้ำและทาผมให้ทั่ว เอาผ้าคลุมไว้สักครึ่งชั่วโมงจึงล้าง น้ำออก ฟอกด้วยยาสระผมอีกครั้งหนึ่ง แล้วใช้หวีถี่ๆ สางเอาตัวและไข่เหาออก ข้อควรระวัง อย่าให้น้ำน้อยหน่าเข้าตา เพราะจะแสบตามาก

ขนานที่ ๔

เอาใบสะเดาแก่ๆ สัก ๒-๓ กำมือ โขลกให้ละเอียดผสมน้ำพอเหลวนิดหน่อย ทาผมให้ทั่วปล่อยให้แห้ง แล้วค่อยสระผมด้วยแชมพู

ขนานที่ ๕

เอาลูกบวบขมแกะเปลือกออก เอาน้ำในลูกบวบขมทาผมให้ทั่ว ทิ้งไว้สัก ๒-๓ นาที

ขนานที่ ๖

ใช้ผลมะตูมสุกมาผ่า เอายางจากผลมะตูมสุกทาผม แล้วหวีให้ทั่ว ปล่อยไว้ให้แห้งเหาจะตายหมดแล้ว ล้างน้ำ ต่อจากนั้นจึงหวีออก



ความดันโลหิตสุงกับผู้หญิง

04:53, 21 August 2007 .. 0 comments .. Link

ความดันโลหิตสูงกับผู้หญิง

เป็นที่ทราบกันดีว่าสาเหตุของความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่มักจะเป็นชนิดไม่ทราบสาเหตุที่เรียกว่า primary hypertension ส่วนที่ทราบสาเหตุเรียก secondary hypertension เช๋นโรคไต โรคต่อมไร้ท่อ แต่เราพอจะทราบปัจจัยที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เช่น ความเครียด การขาดการออกกำลังกาย ดื่มสุรามากไป สูบบุหรี่มากไป การรับประทานอาหารเค็ม สำหรับผู้หญิงกับความดันมีเรื่องที่ต้องสนใจ

การรับประทานยาคุมกำเนิด

แพทย์พบว่ายาคุมกำเนิดสามารถทำให้เกิดความดันโลหิตสูงในผู้หญิงบางคนโดยเฉพาะกลุ่มคนเหล่านี้

  • คนอ้วน
  • คนที่ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์
  • คนที่มีโรคไต
  • คนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นความดันโลหิตสูง

ดังนั้นก่อนที่รับประทานยาคุมกำเนิดควรให้แพทย์วัดความดันโลหิต หากปกติก็ให้วัดทุก 6 เดือน การสูบบุหรี่ร่วมกับการรับประทานยาคุมกำเนิดจะเป็นอันตรายมากสำหรับผู้หญิงบางคนควรจะเลิกบุหรี่ก่อนรับประทานยาคุมกำเนิด หากไม่สามารถเลิกบุหรี่ก็ควรจะใช้การคุมกำเนิดชนิดอื่น

หากคุณตั้งครรภ์

ผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูงสามารถคลอดบุตรออกมาปกติ แต่ผู้ป่วยบางส่วนก็เกิดโรคแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ระหว่างที่คุณตั้งครรภ์แพทย์จะเฝ้าระวังเรื่องความดันโลหิต เพราะความดันโลหิตสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะใน 3 เดือนก่อนคลอด หากไม่รักษาจะเป็นอันตรายทั้งแม่และลูก ความดันนี้จะหายไปเมื่อคลอด สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ก่อน การตั้งครรภ์จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

หากคุณเป็นคนอ้วน

หากน้ำหนักคุณเพิ่มขึ้นมากหรือเป็นคนอ้วนจะทำให้ความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

วัยทองกับความดันโลหิต

เมื่อคุณเข้าสู่วัยกลางคนคืออายุตั้งแต่ 30-50 ปีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับร่างกายคุณ คุณจะพบว่าน้ำหนักจะเริ่มเพิ่มขึ้น และคุณจะพบว่าการลดน้ำหนักจะเป็นเรื่องยาก คุณจะพบว่าส่วนที่อ้วนจะเป็นส่วนท้องแทนบริเวณขาหรือก้น คุณแม่บ้านทั้งหลายก็ยังไม่ตระหนักถึงน้ำหนักที่เพิ่มว่าจะส่งผลเสียต่อคุณในอนาคต สาเหตุที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้แก่

  • การออกกำลังกายน้อย หรือการเคลื่อนไหวน้อยลงทำให้มีพลังงานเหลือสะสมเป็นรูปไขมัน
  • รับประทานมากขึ้น ส่วนใหญ่จะตอบว่ารับประทานน้อย การที่จะบอกว่ารับประทานมากหรือน้อยเราจะตัดสินจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น หากน้ำหนักคุณเพิ่มแสดงว่าพลังงานที่ได้จากอาหาร มากกว่าพลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน ให้กลับไปทบทวน
    • ปริมาณที่รับประทานแม้ว่าท่านจะรับประทานเท่าเดิมแต่น้ำหนักท่านอาจจะเพิ่มเนื่องจากท่านออกกำลังกายน้อยลง หรืออาจจะรับประทาอาหารอย่างอื่นเพิ่มขึ้น
    • ความถี่ของการรับประทาน ท่านอาจจะรับประทานครั้งละไม่มากแต่รับประทานบ่อย
    • ชนิดของอาหารที่รับประทาน ท่านรับประทานอาหารหวานหรืออาหารมันมากเกินไปหรือเปล่า ของทอด
    • รับทานของว่างมากหรือไม่ หลายท่านรับประทานแต่ละมื้อไม่มากแต่รับของว่างมากเช่นผลไม้ ขนมปัง ของว่าง
    • น้ำที่ดื่มเป็นน้ำเปล่าหรือน้ำอัดลมหรือพวกที่ใส่น้ำตาล
  • การเผาพลาญของร่างกายลดลง
  • กรรมพันธ์

ผลเสียของการที่มีน้ำหนักเพิ่ม

  • ระดับไขมันเพิ่ม
  • ระดับน้ำตาลเพิ่ม
  • เกิดภาวะ Metabolic syndrome

การป้องกัน

เมื่อคุณอยู่ในวัยทอง คุณจะมีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ชายแม้ว่าก่อนหน้านี้คุณจะมีความดันปกติ ดังนั้นในช่วงวัยทองควรจะวัดความดันโลหิตเป็นระยะ สำหรับผู้ที่รับประทานฮอร์โมนผู้ป่วยส่วนใหญ่ความดันโลหิตไม่สูง แต่ก็มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมีระดับความดันโลหิตสูงขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยวัยทองที่ได้รับฮอร์โมนจะต้องวัดความดันโลหิตตามแพทย์นัด



ความดันโลหิตสูง

04:41, 21 August 2007 .. 0 comments .. Link

ทุกๆคนต้องมีความดันโลหิต เพราะความดันโลหิตจะเป็นแรงผลักดันให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกาย ดังนั้นทุกคนควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับความดันโลหิต และรักษาให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะความดันโลหิตสูงจะทำให้เกิดหลอดแข็งและตีบ

เมื่อหัวใจบีบตัวหัวใจจะบีบเลือดไปยังหลอดเลือดแดงทำให้เกิดความดันโลหิตซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจ และแรงต้านทานของหลอดเลือด หัวใจคนเราเต้น 60-80ครั้งความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัวและลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ความดันโลหิตของคนเราไม่เท่ากันตลอดเวลาขึ้นกับท่า ความเครียด การออกกำลังกาย การนอนหลับ แต่ไม่ควรเกิน 140/90 หากสูงกว่านี้แสดงว่าคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต โรคหัวใจเป็นโรคที่มีอัตราตายสูงดังนั้นการป้องกันความดันโลหิตสูงสามารถป้องกันอัตราการตายจากโรคหัวใจและโรคอัมพาต โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของทุกท่านเนื่องจากไม่มีอาการเตือนดังนั้น การจะทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องวัดความดันโลหิต

 ความดันโลหิตแค่ไหนจึงเป็นโรคความดันโลหิตสูง

เมื่อตรวจร่างกายแล้วว่าความดันโลหิตสูงต้องรับประทานยาทันทีหรือไม่

เมื่อท่านตรวจพบความดันโลหิตสูงถ้าไม่สูงมากอาจจะไม่จำเป็นต้องรับประทานยา แต่หากสูงมากก็จำเป็นต้องรับประทานยา ตารางข้างล่างจะเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วย

ความดันโลหิตที่วัดได้ (mm Hg)*
ความรุนแรงของความดันโลหิต Systolic Diastolic จะต้องทำอะไร
ความดันโลหิตที่ต้องการ น้อยกว่า 120 น้อยกว่า 80 ให้ตรวจซ้ำใน 2 ปี
ความดันโลหิตสูงขั้นต้น Prehypertensionl 130-139 85-89 ตรวจซ้ำภายใน 1 ปี
ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูงระดับ 1 Stage 1 (mild) 140-159 90-99 ให้ตรวจวัดความดันอีกใน 2 เดือน
ความดันโลหิตสูงระดับ 2 Stage 2 (moderate) >160 >100 ให้พบแพทย์ใน 1 เดือน

สาเหตุของความดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่านใหญ่ไม่ทราบสาเหตุเรียก primary หรือ essential hypertension  เราสามารถควบคุมความดันโลหิตได้แต่รักษาไม่หายดังนั้นจึงจำเป็นต้องป้องกัน ส่วนที่ทราบสาเหตุเรียก secondary hypertension เช่น เนื้องอกต่อมหมวกไต ยาคุมกำเนิด หากทราบสาเหตุสามารถรักษาให้หายขาดได้

Primary hypertension

หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า essential hypertension เป็นความดันโลหิตสูงที่พบมากที่สุดกลุ่มนี้ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มักจะพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับการรับประทานอาหารเค็ม อ้วน กรรมพันธุ์ อายุมาก เชื้อชาติ และการขาดการออกกำลังกาย

Secondary hypertension

เป็นความดันโลหิตสูงที่ทราบสาเหตุ พบได้ประมาณร้อยละ 5 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ

  • โรคไต ผู้ป่วยที่มีหลอดแดงที่ไปเลี้ยงไตตีบทั้งสองข้างมักจะมีความดันโลหิตสูง
  • เนื้องอกที่ต่อมหมวกไตพบได้สองชนิดคือชนิดที่สร้างฮอร์โมน  hormone aldosterone ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับเกลือแร่โปแตสเซียมในเลือดต่ำ อีกชนิดหนึ่งได้แก่เนื้องอกที่สร้างฮอร์โมน catecholamines เรียกว่าโรค Pheochromocytoma ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับใจสั่น
  • โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ Coarctation of the aorta พบได้น้อยเกิดจากหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบบางส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตต่ำ

ปกติความดันโลหิตยิ่งต่ำยิ่งดีเพราะเกิดโรคน้อย แต่หากความดันโลหิตที่ต่ำทำให้เกิดอาการ เวียนศีรษะ เป็นลมเวลาลุกขึ้นแสดงว่าความดันต่ำไป สาเหตุที่พบได้มีดังนี้

  • ผู้ป่วยที่มีโรคระบบประสาทหรือต่อมไร้ท่อ
  • ผู้ที่นอนป่วยนานไป
  • ผู้ที่เสียน้ำหรือเลือด

เคล็ดลับในการรักษาความดันโลหิตสูง

  1. ตรวจวัดความดันเป็นระยะ
  2. รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ โดยการลดน้ำหนักลง 10% สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน
  3. งดอาหารเค็มหรือเกลือไม่ควรได้รับเกลือเกิน 6 กรับต่อวัน
  4. รับประทานอาหารไขมันต่ำ
  5. งดการสูบบุหรี่
  6. รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
  7. ไปตามแพทย์นัด
  8. ออกกำลังกายตามแพทย์แนะนำโดยการออกกำลังวันละ 30-45 นาทีสัปดาห์ละ 3-5 วัน
  9. รับประทานอาหารที่มีเกลือโปแตสเซียม
  10. แนะนำให้พาพ่อแม่พี่น้องและลูกไปตรวจวัดความดันโลหิต

 

ความดันโลหิตสูงในเด็ก

เราไม่ค่อยพบความดันโลหิตสูงในเด็ก แต่เด็กก็สามารถเป็นความดันโลหิตสูงการค้นพบความดันโลหิตสูงตั้งแต่แรกจะสามารถป้องกันโรคหัวใจ โรคไต ดังนั้นเด็กควรที่จะได้รับการวัดความดันโลหิตเหมือนผู้ใหญ่ สาเหตุก็มีทั้ง primary และ secondary พบว่าเด็กที่มีน้ำหนักตัวมาก เด็กที่มีประวัติครอบครัวเป็นความดันโลหิต หรือบางเชื้อชาติ กลุ่มเหล่านี้จะมีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูง แพทย์แนะนำอาหาร และการออกกำลังกาย หากความดันโลหิตไม่ลงจึงให้ยารับประทาน

คนที่เป็นความดันโลหิตสูงสามารถอบ Sauna ได้หรือไม

คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงสามารถอาบน้ำอุ่นหรืออบ Sauna ได้โดยที่ไม่เกิดผลเสีย ผู้ป่วยที่มีอาการแน่นหน้าอก หรือหายใจหอบควรจะหลีกเลี่ยงการอบ Sauna หรือแช่น้ำร้อน และไม่ควรที่จะดื่มสุรา นอกจากนั้นไม่ควรอาบน้ำร้อนสลับกับน้ำเย็นเพราะจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

ทำไมต้องรักษาความดันโลหิตสูง

เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการ แต่โรคความดันโลหิตสูงสามารถทำให้เกิดโรคแก่ร่างกาย เช่นทำให้หัวใจต้องทำงานหนักอาจจะทำให้เกิดโรคหัวใจวาย โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของโรคอัมพาต และยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดแดงแข็ง ผู้ที่ไม่ได้รักษาความดันโลหิตสูงจะมีผลดังนี้

  • มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้น 3 เท่า
  • มีโอกาสเกิดโรคหัวใจวายเพิ่มขึ้น 6 เท่า
  • มีโอกาสเกิดโรคอัมพาตเพิ่มขึ้น 7 เท่า


ราศ๊พฤษภ

05:06, 17 August 2007 .. 0 comments .. Link


ดวงชะตาราศีพฤษภ ระหว่างวันที่  13  สิงหาคม  ถึงวันที่  19 สิงหาคม   2550

ลัคนาราศีพฤษภ ( ผู้ที่เกิดระหว่าง 15 พ.ค. - 14 มิ.ย. ) 
 
ทั่วไป  สัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม  2550  กลุ่มดาวเคราะห์โคจรกระจายอยู่ทางทิศตะวันตกของและบางส่วนยังโคจรอยู่ทางทิศใต้ขอบฟ้า  บ่งบอกว่าท่านจะประกอบธุรกิจการงานใดๆในระยะนี้ท่านจะได้รับมรดกจากกองมรดกของคนใกล้ชิด   ให้ระมัดระวังในการคบหากับคนแปลกหน้า  ซึ่งจะนำปัญหาเรื่องเดือดร้อนมาให้   ท่านจะประสบความสำเร็จในอาชีพหน้าที่การงานตามที่คาดหมาย

สุขภาพ  สุขภาพของท่านในสัปดาห์นี้ควรให้ความสำคัญกับการพักผ่อนให้มาก ๆ หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอระวังท่านจะเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจ  โรคเกี่ยวกับโลหิต

การเงิน การเงินสัปดาห์นี้จะขาดสภาพคล่อง   ขาดมือ ให้ควบคุมดูแลในเรื่องค่าใช้จ่ายให้ดี

ความรัก ความรักไม่ราบรื่น  มีปัญหาระหองระแหงกันตลอด



รษศีกันย์

05:06, 17 August 2007 .. 0 comments .. Link
ดวงชะตาราศีกันย์  ระหว่างวันที่  13  สิงหาคม  ถึงวันที่  19  สิงหาคม   2550

ลัคนาราศีกันย์ ( ผู้ที่เกิดระหว่าง 17 ก.ย. - 16 ต.ค. )
 
ทั่วไป สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม  2550  กลุ่มดาวเคราะห์โคจรกระจายอยู่ทางทิศใต้ของขอบฟ้าและบางส่วนยังโคจรอยู่ทางทิศเตะวันตก  บ่งบอกว่าท่านจะประกอบธุรกิจการงานใดๆในระยะนี้ท่านควรมองโลกในแง่ดี   อย่าจริงจังกับงานและเครียดให้เกินไปนัก  พยายามทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส  จะได้ประโยชน์จาก งานด้านการดูแลเด็กเล้ก  งานมหรสพ  งานด้านการบันเทิง

สุขภาพ สุขภาพของท่านในสัปดาห์นี้ควรให้ความสำคัญกับการพักผ่อนให้มาก ๆ หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอระวังท่านจะเจ็บป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันม้าม  โรคตับ  โรคไต

การเงิน การเงินสัปดาห์นี้สะพัดดี  มีสภาพคล่อง

ความรัก
ความรักราบรื่น  สดชื่นแจ่มใส  แต่ให้ระวังเรื่องอื้อฉาว  ทำให้เสียชื่อเสียง


ราศีพิจิก

05:05, 17 August 2007 .. 0 comments .. Link

ดวงชะตาราศีพิจิก  ระหว่างวันที่  13  สิงหาคม  ถึงวันที่  19  สิงหาคม   2550

ลัคนาราศีพิจิก ( ผู้ที่เกิดระหว่าง 16 พ.ย. - 15 ธ.ค. ) 
 
ทั่วไป สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม  2550  กลุ่มดาวเคราะห์โคจรกระจายอยู่เต็มท้องฟ้าทางด้านทิศเหนือ    บ่งบอกว่าท่านจะประกอบธุรกิจการงานใดๆในระยะนี้ท่าน    ประสบความสำเร็จในหน้าที่  อาชีพ   การงานด้านการบริการ   การขนส่ง   รถไฟ   ครูอาจารย์   งานด้านการไฟฟ้า   ธุรกิจการท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศ  ต่างประเทศ

สุขภาพ สุขภาพของท่านในสัปดาห์นี้ควรให้ความสำคัญกับการพักผ่อนให้มาก ๆ หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอระวังท่านจะเจ็บป่วยด้วยโรคเครียด  โรควิตกกังวล

การเงิน การเงินสัปดาห์นี้สะพัดดี  จะขาดภาพคล่อง  ดูแลเรื่องการใช้จ่ายให้ดี 

ความรัก  ความรักไม่ราบรื่น   มีปัญหาอาจถึงขั้นเลิกร้างแตกแยก

ราศีกุมภ์

05:05, 17 August 2007 .. 0 comments .. Link

ดวงชะตาราศีกุมภ์ ระหว่างวันที่  13  สิงหาคม  ถึงวันที่  19  สิงหาคม   2550

ลัคนาราศีกุมภ์ ( ผู้ที่เกิดระหว่าง 13 ก.พ. - 15 มี.ค. )
 
ทั่วไป สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม  2550  กลุ่มดาวเคราะห์โคจรกระจายอยู่เต็มท้องฟ้าทางทิศเหนือ ยังมีบางส่วนที่ยังโคจรอยู่ทางทิศตะวันออกเพียงเล็กน้อยของขอบฟ้า และยังทำมุมกับดาวพฤหัส บ่งบอกว่าท่านจะได้ประโยชน์จากเพื่อนที่ดีมีความรู้ มีหน้าที่การงานที่ดี จะประสบความสำเร็จในอาชีพนายแบงค์ แพทย์ ทางการศึกษา วิทยาศาสตร์
สุขภาพ สุขภาพของท่านในสัปดาห์นี้ควรให้ความสำคัญกับการพักผ่อนให้มาก ๆ หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอระวังท่านจะเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับตับ ไต ม้าม

การเงิน การเงินสัปดาห์นี้จะสะพัด มีสภาพคล่อง
ความรัก ความรักไม่สดใส เพราะมีการขัดแย้งกันตลอด หึงหวง



ราศีเมษ

05:03, 17 August 2007 .. 0 comments .. Link

ดวงชะตาราศีเมษ ระหว่างวันที่  13  สิงหาคม  ถึงวันที่  19  สิงหาคม   2550

ลัคนาราศีเมษ ( ผู้ที่เกิดระหว่าง 13 เม.ย. - 14 พ.ค. ) 
 
ทั่วไป สัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม  2550  กลุ่มดาวเคราะห์โคจรกระจายอยู่ทางทิศตะวันตกของและทางทิศเหนือขอบฟ้า  บ่งบอกว่าท่านจะประกอบธุรกิจการงานใดๆในระยะนี้ท่านจะประสบความสำเร็จในอาชีพหน้าที่การงานที่เกี่ยวกับงานทางราชการ   งานรัฐวิสาหกิจ  จะได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากผู้ใหญ่  ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า   มีเกียรติ  มีชื่อเสียง  มีบริวารที่ให้โชค
สุขภาพ  สุขภาพของท่านในสัปดาห์นี้ควรให้ความสำคัญกับการพักผ่อนให้มาก ๆ หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอระวังท่านจะเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจ  โรคหลอดลมอักเสบ   โรคหอบหืด  โรคปวดหลัง
การเงิน การเงินสัปดาห์นี้สะพัดดี  มีสภาพคล่อง   ไม่ขาดมือ ให้ควบคุมดูแลในเรื่องค่าใช้จ่ายให้ดี
ความรัก ความรักราบรื่น  สดชื่น  สมหวัง



ราศีตุล

05:03, 17 August 2007 .. 0 comments .. Link

ดวงชะตาราศีตุลย์ ระหว่างวันที่  13  สิงหาคม  ถึงวันที่  19  สิงหาคม   2550
ลัคนาราศีตุลย์ ( ผู้ที่เกิดระหว่าง 17 ต.ค. - 15 พ.ย. ) 
 
ทั่วไป
สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม  2550  กลุ่มดาวเคราะห์โคจรกระจายอยู่ทางทิศใต้ของขอบฟ้าและบางส่วนยังโคจรอยู่ทางทิศเตะวันออก  บ่งบอกว่าท่านจะประกอบธุรกิจการงานใดๆในระยะนี้ท่านมองโลกในแง่ดี   มีการศึกษาที่ก้าวไกลเป็นที่พึ่งพาของญาติพี่น้อง   ได้ประโยชน์จากการเดินทางทั้งใกล้และไกล    ประสบความสำเร็จในหน้าที่  อาชีพ   การงานด้าน   การเรียนการสอน  การโฆษณา    การเขียน
สุขภาพ  สุขภาพของท่านในสัปดาห์นี้ควรให้ความสำคัญกับการพักผ่อนให้มาก ๆ หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอระวังท่านจะเจ็บป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันม้าม  โรคตับ  โรคไต
การเงิน การเงินสัปดาห์นี้สะพัดดี  จะขาดภาพคล่อง  ดูแลเรื่องการใช้จ่ายให้ดี 
ความรัก
ความรักราบรื่น  สดชื่นแจ่มใส  มีความสุข

ราศีธนู

05:02, 17 August 2007 .. 0 comments .. Link

ดวงชะตาราศีธนู ระหว่างวันที่  13 สิงหาคม  ถึงวันที่  19  สิงหาคม   2550
ลัคนาราศีธนู ( ผู้ที่เกิดระหว่าง 16 ธ.ค. - 14 ม.ค. )
 ทั่วไป
สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม  2550  กลุ่มดาวเคราะห์โคจรกระจายมาอยู่ทางทิศตะวันออกของขอบฟ้า ยังมีเพียงเล็กน้อยที่ยังอยู่ทางทิศใต้ของขอบฟ้า บ่งบอกว่า ท่านจะประสบความสำเร็จในอาชีพหน้าที่การงานทางราชการ รัฐวิสาหกิจ ข้าราชการการเมือง ข้าราชการท้องถิ่น เทศบาล ท่านที่ตกงานจะได้งานทำงาน
สุขภาพ สุขภาพของท่านในสัปดาห์นี้ควรให้ความสำคัญกับการพักผ่อนให้มาก ๆ หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอระวังท่านจะเจ็บป่วยด้วยโรคกระเพาะอาหาร ปวดฟัน
การเงิน การเงินสัปดาห์นี้ระวังจะขาดสภาพคล่อง ดูแลในเรื่องของรายจ่ายให้ดี
ความรัก  ความรักสัปดาห์นี้ไม่ค่อยราบรื่น มักมีเรื่องขัดแย้งกันตลอด


ราศีเมถุน

05:01, 17 August 2007 .. 0 comments .. Link

 

ดวงชะตาราศีเมถุน  ระหว่างวันที่  13  สิงหาคม  ถึงวันที่  19 สิงหาคม   2550
ลัคนาราศีเมถุน ( ผู้ที่เกิดระหว่าง 15 มิ.ย. - 15 ก.ค. ) 
 
ทั่วไป สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม  2550  กลุ่มดาวเคราะห์โคจรกระจายอยู่ทางทิศตะวันตกของและบางส่วนยังโคจรอยู่ทางทิศเหนือขอบฟ้า  บ่งบอกว่าท่านจะประกอบธุรกิจการงานใดๆในระยะนี้ท่านจะกระปรี้กระเปร่า  กระตือรือร้น  ในการทำงานและการดำเนินธุรกิจ  ท่านจะประสบความสำเร็จในอาชีพหน้าที่การงานตามที่คาดหมายเกี่ยวกับอาชีพ  ทหาร  ตำรวจ  การค้าอาวุธ   เครื่องจักรกลขนาดกลางและขนาดใหญ่
สุขภาพ สุขภาพของท่านในสัปดาห์นี้ควรให้ความสำคัญกับการพักผ่อนให้มาก ๆ หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอระวังท่านจะเจ็บป่วยด้วยอุบัติเหตุจากการเดินทาง
การเงิน
การเงินสัปดาห์นี้ให้ระวังการขาดสภาพคล่อง   ขาดมือ ให้ควบคุมดูแลในเรื่องค่าใช้จ่ายให้ดี
  ความรัก ความรักราบรื่น  สดชื่นแจ่มใส



สมุนไพรแก้ปวดฟัน

04:44, 17 August 2007 .. 0 comments .. Link
สมุนไพรแก้ปวดฟัน

ก้านพลู
ส่วนที่ใช้ ช้ดอกตูมแห้งหรือน้ำมันกานพลู
สารสำคัญ น้ำมันหอมระเหยที่กลั่นจากดอกเรียกว่า น้ำมันกานพลู มีส่วนประกอบสำคัญเป็น eugenol ซึ่งเป็นยาชาเฉพาะที่
ขนาดและวิธีใช้ ใช้ดอกตูมแห้ง 5-8 ดอก บดเป็นผง เติมแอลกอฮอล์เล็กน้อย ชุบสำลี อุดรูฟันที่ปวด เมื่อหายปวดฟันแล้วต้องไปพบทันตแพทย์

ผักคราดหัวแหวน
ส่วนที่ใช้ ดอกช่อหรือทั้งต้น
สารสำคัญ มีสาร spilanthol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ในดอกมีปริมาณสูงกว่าทั้งต้น
ขนาดและวิธีใช้ ใช้ดอกตำผสมเหล้าโรงเล็กน้อย ชุบสำลีอุดรูฟันที่ปวด



ทำนายรักด้วยการแปรงฟัน

12:51, 17 August 2007 .. 0 comments .. Link


         ถ้าคุณแปรงฟันแล้วชอบมองดูเพดาน, ผนัง
         คุณเป็นคนขาดความเชื่อมั่นในตัวเองหากมีคนรัก
         คุณชอบให้คนรักแก้ไขปัญหาให้
         ทั้งๆที่คุณสามารถแก้ไขได้เอง

         ถ้าคุณแปรงฟันแล้วชอบมองซ้าย-มองขวา
         คุณเป็นคนระมัดระวัง ขี้ระแวงหากมีความรัก
         คุณจะเป็นคนเชื่อฟังและอยู่ในโอวาทของคนที่คุณรัก

         ถ้าแปรงฟันแล้วชอบมองก๊อกน้ำ ขอบอ่างล้างหน้าพื้นห้องน้ำ
         หรือเท้าตัวเอง
         คุณเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี
         เป็นคนที่น่ารักมีเพื่อนหรือมีแฟนจะรู้สึกอบอุ่น

         ถ้าแปรงฟันแล้วชอบมองดูกระจกขณะแปรงฟันคุณเป็นนักปฏิบัติการสูง
         กล้าได้กล้าเสีย
         กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองกระทำถ้ามีความรักจะเป็นคนที่เชื่อมั่นในความรัก
         และสามารถตัดใจได้หากรักไม่สมหวัง
         เป็นคนเด็ดเดี่ยวจริงๆ

         ...............................

         แต่ถ้าหากเช้านี้คุณยังไม่ได้แปรงฟันขอทำนายว่า
         คุณเป็นคนง่ายๆ .. ง่ายมาก ..
         ง่ายต่อการเสียเพื่อน เสียแฟน....(รีบไปแปรงพันเร้ว)......

 


ทำนายนิสัย

12:49, 17 August 2007 .. 0 comments .. Link

คนที่ชอบด้านขวา

เป็นนักสังคมจัดจ้าน ทั้งยังชอบทำตัวเป็นคนร่าเริงแจ่มใสและเมื่อทำอะไรก็ตามจะทุ่มเทจนสุดชีวิตเลยทีเดียวอย่างเรื่องความรัก รู้สึกว่าคุณจะลงทุนไปเต็ม 100 เปอร์เซนต์

 

คนที่ชอบด้านซ้าย

เป็นคนเร้นลับ เก็บความรู้สึกเก่ง อ่อนไหวง่าย และเปราะบางทางความรู้สึกบางครั้งพลิ้วไหวไปตามลมที่พัดมาอย่างกระโชก จิตใจของคุณมักอ่อนแอและเห็นใจคู่หวานอยู่บ่อยๆระวังเถอะจากคู่หวานจะกลับกลายเป็นคู่จืด

 

คนที่ชอบเครื่องดื่มร้อน

เป็นไขว่คว้า ลองของแปลกใหม่ แต่ออกจะเบื่อง่ายหน่ายเร็วสักหน่อยแต่ยังไงก็เป็นคนที่มีพลังอยู่เต็มเปี่ยม ชอบการเสี่ยง ท้าทายกระโดดโลดโผนด้วยความเชื่อมั่นด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งดังหิน คุณเป็นผู้ตัดสินใจอย่างรอบคอบ ตรึกตรองด้ยหลักวิชาความจริงนั่นแสดงว่าคุณมีพลังในการงานอย่างเต็มที่

 

คนที่ชอบเครื่องดื่มเย็น

เป็นคนที่รู้ใจ และเข้าอกเข้าใจผู้อื่น แต่บางทีก็ใจแข็งไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆทั้งยังมีความรู้สึกต่อต้านทันทีหากเจอกับสิ่งที่ไม่สบอารมณ์

 

คนที่ผมแข็ง

เป็นคนที่แข็งแรง สุขภาพดี เป็นคนคล่องแคล่ว ชอบทำโน่นทำนี่ตลอดเวลาแต่บางครั้งก็เป็นคนขาดความรอบคอบละเอียดอ่อนเหมือนกัน

 

คนที่มีผมอ่อนนุ่ม

เป็นคนที่เปราะบาง ชอบอยู่กับบ้านมากกว่าที่จะออกไปเปรี้ยวข้างนอกบ้าน

 

คนที่เดินหันปลายเท้าเข้าหากัน

เป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง ชอบทำตัวเป็นเด็กๆและไม่ชอบการแสดงออก

 

คนที่เดินปลายเท้าแยกออกจากกัน

เป็นคนหยิ่งทระนงในตัวเอง เป็นคนเปิดเผยและกล้าพูดกล้าทำ

อันนี้เรื่องนิสัยของคน

                             



ทำนายนิสัยจากผลไม้

12:11, 17 August 2007 .. 0 comments .. Link

 

> กระท้อน
คนชอบกินกระท้อน จะมีลักษณะแข็งนอกอ่อนใน ดูภายนอกเหมือนคนก้าวร้าวแต่จริง ๆ จิตใจดี อ่อนไหวง่าย ไม่ชอบความรุนแรง รักสงบ

> กล้วย
สำหรับคนที่ชอบทานกล้วย ภายนอกดูจะเป็นคนเงียบขรึม แต่นิสัยจริง ๆ คืออ่อนไหวง่าย ถ้าถูกใครพูดกระทบกระแทกหน่อยก็จะเก็บเอาไปคิดเสียใจ เป็นคนโอบอ้อมอารีย์ มีเหตุผล รอบคอบ มองการณ์ไกล ชอบวางแผน อนาคตให้ตัวเองและคนที่อยู่รอบข้างเสมอ เป็นคนนิสัยรักสันโดษ เป็นคนที่มีจิตเป็นกุศล ชอบทำบุญแก่คนทุกข์ยาก

> เงาะ
สำหรับสาว ๆ ที่ชอบกินเงาะจะเป็นคนค่อนข้างขี้เล่น สามารถทำให้คนรอบข้างมีความสุขได้ ถึงคุณจะขี้โม้ไปบ้างแต่เพื่อน ๆ ก็ชอบในความร่าเริงสนุกสนานของคุณ

> ชมพู่
สำหรับคนขี้เกรงใจ จะชอบกินชมพู่มากเป็นพิเศษ มีความอดทนสูง ยิ้มได้ในทุกสถานการณ์ แต่เป็นคนมองโลกในแง่ร้ายและคิดมาก แต่ไม่ชอบที่จะทำร้ายจิตใจใครจริง ๆ ดังนั้นถ้าหนุ่มคนไหน ชอบกินชมพู่เป็นพิเศษหล่ะ ก็ควรจะเอาใจเค้าให้มาก เพราะเค้าจะคิดอะไร ๆ ไปในทางลบเสมอ

> แตงโม
เป็นของว่างจานโปรดสำหรับสาวใจกว้าง อ่อนโยน มีน้ำใจกับมิตรสหาย ซื่อสัตย์ไม่คิดคดทรยศ เป็นคนง่าย ๆ มองโลกในแง่ดี จะไม่ค่อยโวยวายหรือคิดมาก ตั้งอกตั้งใจทำงานดี แต่มักแพ้ภัยแก่เพศตรงข้าม และคนที่ชอบกินแตงโมจะเป็นคนที่รักใคร่เอ็นดูของเพื่อนฝูงอีกด้วย

> ฝรั่ง
สาว ๆ ที่ชอบฝรั่งมักเป็นคนรักอิสระ ชอบที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ไม่ชอบทำอะไรซ้ำซากจำเจ

> มะพร้าว
เพื่อน ๆ ที่ชอบมะพร้าวมักเป็นคนใจบุญ มีจิตเป็นกุศล มองโลกในแง่ดี วาจาคมคาย พูดจาเหน็บคนให้เจ็บด้วยใบหน้าที่ใสซื่อเก่งนักแหละ

> มะละกอ
ผลไม้โปรดของคนที่มีน้ำอดน้ำทนสูง มีความคิดลุ่มลึก คิดเป็นเหตุเป็นผล วางแผนแยบยล โอบอ้อมอารีย์

> มังคุด
เหมาะสำหรับคนที่เก็บเนื้อเก็บตัว ช่างฝันและมีอารมณ์โรแมนติก อ่อนไหวง่าย รักใครได้ง่าย ๆ และเก็บเอาไปนึกคิดคนเดียว แต่ไม่นานก็ลืมเอาดื้อ ๆ แล้วก็ไปหลงคนอื่นต่อไปเรื่อยเปื่อย พูดง่าย ๆ คือเป็นผลไม้สำหรับคนเจ้าชู้ไงจ๊ะ

> ลองกอง
พวกที่ยึดเอาลองกองเป็นอาหารหลัก เป็นคนรักสันโดษ ชอบเดินทาง ชอบการผจญภัยในที่ที่ตนเองไม่เคยไป อนุรักษ์นิยม

> ลางสาด
สำหรับเพื่อน ๆ ที่เลือกลางสาดเป็นผลไม้หลัก จะเป็นคนอนุรักษ์นิยม ยึดมั่นในแนวความคิดเก่า ๆ ชอบวิถีทางที่เคยทำมาแต่ก่อน แต่เป็นคนมีเหตุผล

> ลิ้นจี่
ผลไม้สำหรับคนชอบทำงานเบา ๆ ไม่ต้องใช้กำลังแรงงานมาก ๆ คนชอบทานลิ้นจี่กลัวเพื่อน ๆ จะลำบากน้อยกว่า เลยให้เพื่อน ๆ เอางานไปช่วยทำซะหมด ตัวเองคอยชักใยอยู่เบื้องหลังสบาย ๆ นี่เอง

> ลำไย
คนชอบทานผลไม้เม็ดเล็กชนิดนี้มักเป็นคนปากหวาน ชอบประจบประแจง ใช้คำพูดยกยอคนให้หลงปลื้ม แต่มักเป็นคนชอบนินทาว่าร้ายคนอื่นลับหลัง

> สตรอเบอร์รี่
ถ้าชอบทานสตรอเบอร์รี่ บอกได้เลยว่าคุณเป็นสาวคุยสนุก มีอารมณ์ขัน ทำให้คนอื่นหัวเราะได้ตลอดเวลา เป็นที่ต้องการของเพื่อนๆ ในกลุ่ม และเมื่อจะพูดคุยหรือทำอะไรก็ต้องมีคนดู คนฟัง และค่อนข้างมีรสนิยมทีเดียว

> สาลี่
ผลไม้คุณหนู ผู้ที่ชอบทานมักจะมีนิสัยอ่อนหวาน สุภาพ อ่อนโยน ไม่ชอบขัดใจใคร มองโลกในแง่ดี ไม่นินทาว่าร้ายใคร นอกจากนี้ยังเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี

> ส้มเขียวหวาน
เห็นชอบส้มอย่างนี้เป็นคนทันสมัย หัวก้าวหน้า แต่มักมีนิสัยหึงหวงเพศตรงข้ามอยู่เนืองๆ มัธยัสถ์ รู้จักใช้จ่าย

> ส้มโอ
คนที่ชอบส้มโอจะเป็นคนที่รักความสบาย ความหรูหรา โอ่อ่า ใจอ่อนง่าย ถ้ามีใครๆ มาตื๊อก็คงยอมให้กันทุกอย่างแบบเทกระเป๋าไปเลย

> สัปปะรด
ผู้ที่ชอบกินเป็นคนที่แคร์คนอื่นมากเกินไป มัวแต่ไปเอาใจคนอื่นเกินไป ทำให้เพื่อนๆ มักจะรำคาญและเบื่อหน่ายอยู่เสมอ

> องุ่น
ผลไม้ยอดฮิตของคนสวยมีเสน่ห์ เพื่อนๆ ที่ชอบทาน มักเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับคนง่าย นิสัยร่าเริง มีความคิดความอ่านสุขุมรอบคอบ ปากกับใจไม่ค่อยตรงกันนัก ไม่ค่อยชอบบอกเรื่องส่วนตัวให้ใครรู้ง่าย ๆ

> แอ๊ปเปิ้ล
ผลไม้ของคนขี้เหงา ขาดเพื่อนไม่ได้ เป็นคนไม่ค่อยแคร์เรื่องความรัก คือนึกจะรักใครก็รัก นึกจะเลิกก็เลิกขึ้นมาง่ายๆ แต่จะเป็นคนที่มีความอดทนในเรื่องของการทำงาน

ตรงมั้ยคะ ถ้าไม่ตรงก้อขออาพัยด้วย



ขนุน

12:45, 15 August 2007 .. 0 comments .. Link

ขนุน

 

    



ชื่ออื่น ๆ
: มะหนุน(ภาคเหนือ ภาคใต้) ขะนู(ชอง-จันทบุรี) นากอ(มลายู-ปัตตานี) ขะเนอ(เขมร) เนน(ชาวบน-นครราชสีมา) นะยวยชะ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)ซีคึย ปะหน่อย(กะเหรี่ยง-แม่อ่องสอน) ล้าง (เงี้ยว-ภาคเหนือ) ปอหล่อบิค (จีน) หมักหมี้(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)

ชื่อสามัญ : Jack Fruit Tree

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artocarpus heterophyllus Lam.

วงศ์ : MORACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น
: เป็นพรรณไม้ยืนต้น ลำต้นมีความสูงประมาณ 8-15 เมตร มียางขาวทั้งต้น

ใบ : จะออกสวลับกัน และมีลักษณะกลมรียาวประมาณ 7-15 ซม. ตรงปลายใบของมันจะแหลมและสั้น
ฐานใบจะเรียว ใบอ่อนบางครั้งจะมีรอยเว้าเข้าลึก ๆ 2 รอย แบ่งใบออกเป็น 3 ส่วน หลังใบจะเรียบเป็นมัน เนื้อใบเหนียวคล้ายหนัง ก้านใบยาวประมาณ 1-2.5 ซม. ใบนั้นจะหลุดร่วงง่าย

ดอก : จะออกเป็นช่อ และช่อดอกตัวเมียจะอยู่บนต้นเดียวกัน ส่วนช่อดอกตัวผู้จะออกที่ปลายกิ่งหรือง่ามใบ เป็นแท่งยาวประมาณ 2.5 ซม. และมีกาบหุ้มช่อดอกอยู่ 2 กลีบ ดอกย่อยนั้นจะมีเกสรตัวผู้ 1 อัน ช่อดอกตัวเมียเป็นแท่งกลมยาวออกจากลำต้นและกิ่งก้านขนาดใหญ่

เมล็ด (ผล) : ผลจะเป็นผลรวม มีลักษระกลมยาวประมาณ 25-60 ซมม. ขนาดใหญ่และอาจหนักถึง 20 กก. ส่วนเนื้อหุ้มเมล็ดอาจจะมีสีเหลือง ถ้าสุกจะมีกลิ่นหอม

เปลือกนอก : จะเป็นตุ่มหนามเล้ก ๆ รูปหกเหลี่ยม

การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด จะพบปลูกตามสวนหรือบริเวณบ้าน

ส่วนที่ใช้ : เมล็ด เนื้อหุ้มเมล็ด ใบ ยาง แกนและราก ใช้เป็นยา

สรรพคุณ : เมล็ด ให้ใช้ประมาร 60-240 กรัม ต้มสุกกิน จะมีรสชุ่ม ช่วยขับน้ำนมในสตรีหลังคลอด มีน้ำนมน้อยหรือไม่มีน้ำนม ช่วยบำรุงร่างกาย เนื้อหุ้มเมล็ด ให้ใช้สด ผสมกับน้ำหวานกินบำรุงกำลัง หรือจะกินเป็นขนมก็ได้ ใบ ใช้สด นำมาตำให้ละเอียด อุ่นแล้วพอกแผล ใบแห้งให้บดเป็นผงโรย หรือใช้ผสมทาตรงที่เป็นแผลใช้สำหรับภายนอก รักษาแผลมีหนองเรื้อรัง ยาง จะมีรสจืด ฝาดเล็กน้อย ให้ใช้ยางสด ทาบริเวณที่บวมอักเสบ แผลมีหนองเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองเกิดจากแผลมีหนองที่ผิวหนัง แกนและราก ใช้แห้งประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มน้ำรับประทาน จะมีรสหวานชุ่ม รักษากามโรค และบำรุงเลือด

ตำรับยา

ให้ใชเมล็ด 60-240 กรัม หรือจะใช้เมล็ดนำมาต้มให้สุกกินหรือจะนำมาผสมกับน้ำหวานและกะทิกิน สำหับสตรีหลังคลอด ที่มีน้ำนมน้อยหรือไม่มีน้ำนมใช้กินได้




แตงโม

12:37, 15 August 2007 .. 0 comments .. Link
แตงโม

 

           



ชื่ออื่น ๆ : แตงอุลิด, หมากโม

ชื่อสามัญ : water melon

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Citrullus lanatus Mats & Nakai

วงศ์ : CUCURBITACEAE

ลักษณะทั่วไป :

ต้น : เป็นพรรณไม้เถาเลื้อยชนิดหนึ่ง ที่ลำต้นจะเลื้อยทอดไปตามพื้นดิน ลำเถานั้นจะโตราว ๆ นิ้วก้อยหรืออาจจะเล็กกว่านี้ก็ได้ เถามีสีเขียว

ใบ : ออกใบเดี่ยวตามข้อเถา ซึ่งใบนี้จะมีสีเขียว จะยาวประมาณ 1 คืบ หรืออาจจะยาวและสั้นกว่านี้ก็มี ตามใบจะมีลายสีขาวประทั่ว โคนใบกว้าง ปลายใบแหลมเล็ก ขอบใบจะเว้าลึก ใบของแตงโมนี้ความกว้างจะน้อยกว่าความยาว

ดอก : ออกตรงส่วนยอดของเถา มีสีเหลือง ขนาดเท่ากับหัวแม่มือ

ผล : มีทั้งชนิดกลมและชนิดยาว อย่างกลมก็โตราว ๆ ลูกมะพร้าวอย่างยาวก็ขนาดเท่าลูกฝัก แต่อย่างกลมนั้นเนื้อในจะแดงมีรสหวานกว่า เมื่อยังอ่อนเนื้อในเป็นสีขาวซึ่งเป็นผักใส่แกงได้ ผลยาวจะเป็นสีแดงอ่อนหรือสีเหลืองก็มี เมล็ดในของผลทั้งสองอย่างนี้เหมือนกัน คือจะเป็นเม็ดแบน ๆ เมื่ออ่อนสีขาว พอแก่กลายเป็นสีน้ำตาลอมดำ ซึ่งเรานำมารับประทานได้เช่นกัน ส่วนมากจะรู้จักกันดีมีชื่อว่า
“เมล็ดแตงโม” และเราจะแกะกินเฉพาะเนื้อในเมล็ดเท่านั้น หวานมันอร่อย

การขยายพันธุ์ : เป็นไม้กลางแจ้ง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ราก ผล

สรรพคุณ : ราก ใช้ปรุงเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ผล บางคนได้เชื่อกันว่าถ้าใครที่ท้องมาน ให้ทานเนื้อแตงโมแก่โรยน้ำตาล ทานให้หมดลูกซึ่งจะช่วยขับน้ำในท้องออกแล้วท้องมานก็จะยุบได้ (แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าพิสูจน์)



กล้วย

12:32, 15 August 2007 .. 0 comments .. Link

กล้วย                                                     

   



กล้วย

ชื่ออื่น ๆ
: กล้วยหอม กล้วยใต้ กล้วยพุทธมาลี กล้วยน้ำว้า กล้วยพัด กล้วยหอมจัทน์ กล้วยหอมทอง กล้วยหอมเขียว กล้วยน้ำ กล้วยน้ำไท กล้วยเล็บมือ กล้วยนาก กล้วยส้ม กล้วยหักมุก กล้วยหอม กล้วยมณีอ่อง

ชื่อสามัญ : Lacantan, Sucrier,Red Fig Banana,Banana Flower,Martinigue Banana,Traveller’s tree

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa paradisiacal L.Var. sapientum O.Ktze

วงศ์ : MUSACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นที่เห็นจะเกิดจากก้านหุ้มซ้อนกันจะมีลำต้นขนาดใหญ่และสูงประมาณ 25 เมตร

ใบ : จะมีสีเขียว เป็นแผ่นยาวประมาณ 1.53 เมตร กว้าง 40-60 ซ.ม เส้นของใบจะขนานกันแกนใบจะเห็นได้ชัดเจน ก้านใบยาวกว่า 30 ซม.

ดอก : มีลักษณะที่ห้อยย้อยลงมายาวประมาณ 60-130 ซม. เป็นช่อหนึ่งเรียกว่า หัวปลี และตามช่อนั้นจะมีกาบหุ้มช่อมีสีแดงปนม่วงเป็นรูปกลมรี ยาว 15-30 ซม. ส่วนที่เป็นฐานดอกจะมีตัวเมีย ส่วนปลายจะมีเกสรตัวผู้ ช่อดอกที่จะเจริญกลายเป็นผลนั้น เกสรตัวเมียและผู้จะร่วงไป

ผล : เมื่อดอกเจริญกลายเป็นผลแล้วซึ่งผลนี้ จะประกอบด้วยหวีกล้วย เครือละ 7-8 หวี ในแต่ละหวีจะมีกล้วยอยู่ประมาณ 10 กว่าลูก ผลจะมีรูปร่างอย่างไรขึ้นอยู่กับ ชนิดของต้น เมื่อผลออกมาใหม่ ๆ จะมีสีเขียวแต่พอแก่พอที่จะรับประทานได้จะเป็นสีเหลือง น่าทานมาก แต่ละต้นจะให้ผลครั้งเดียวเท่านั้น

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยการแตกหน่อหรือแตกเง้า ไม่ชอบดินที่มีน้ำขัง จะอยู่ในดินที่ร่วนซุย และดินเหนียวที่อุ้มน้ำได้ดี

ส่วนที่ใช้ : ยางกล้วยจากใบ ผลดิบ ผลสุก(ทุกประเภท) ผลดิบ หัวปลี

สรรพคุณ : ยางกล้วยจากใบ ใช้ห้ามเลือด โดยใช้ยางกล้วยจากใบหยอดลงที่บาดแผล ผลดิบ แก้โรคท้องเสีย ยาฝาดสมาน แผลในกระเพาะอาหารและอาหารไม่ย่อย โดยใช้กล้วยดิบทั้งลูก บดกับน้ำให้ละเอียดและใส่น้ำตาล รับประทาน(หรือไม่อาจใช้กล้วยดิบตากแห้งบดเป็นผงเก็บไว้ใช้ในยามที่จำเป็น อาจใช้ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำอุ่นกิน) ผลสุก ใช้เป็นอาหาร เป็นยาระบายสำหรับผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวารหรือผู้ที่อุจจาระแข็ง วิธีใช้โดยใช้กล้วยสุก 2 ผล ปิ้งกินทั้งเปลือก หัวปลี แก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ แก้โรคโลหิตจาง และลดน้ำตาลในเลือด
 







สมุนไพรเพื่อความงาม

12:13, 15 August 2007 .. 0 comments .. Link
  หากพูดถึง "ความงาม" แล้ว คุณผู้หญิงหรือท่านผู้ชายก็คงจะไม่ปฏิเสธว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิต แต่ถ้าเราจะมองกันไปแล้ว "ความงาม" นั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตัวของเรามีสุขภาพจิตและสุขภาพกายดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน โดยปกติสุขภาพจะดีมาก-น้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม การรับประทานอาหาร และการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข เมื่อร่างกายกินได้ ถ่ายคล่อง ผิวพรรณดี และสุขภาพแจ่มใส " ความงาม" ก็จะบังเกิดขึ้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย
 
สมุนไพรเพื่อความงามสำหรับผิวหน้า











































        ใบหน้า คือ ด่านแรกที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจของผู้พบเห็น แต่หลายๆคนกำลังประสบปัญหาผิวหน้าไม่เรียบสวย เพราะเม็ดสิวและรอยแห้งกร้านด้วยจุดด่างดำของกระและฝ้า จนต้องเสียเงินทองมากมายเพื่อเข้าสถานเสริมความงาม หรือหาซื้อยามารักษา จึงอยากแนะนำให้ใช้สมุนไพรพืชผักและผลไม้ที่มีอยู่ทั่วไป แต่มีคุณประโยชน์มากมายทั้งวิตามิน แร่ธาตุ และสารบำรุงผิวธรรมชาติที่ช่วยดูแลผิวพรรณให้ชุ่มชื้นผ่องใสอ่อนไวอยู่เสมอ
 
1. ว่านหางจระเข้ (Aloe indica Royle)
        คุณค่าของว่านหางจระเข้มีมากมาย นอกจากใช้รักษาโรคแล้ว ยังใช้บำรุงผิว บำรุงเส้นผมได้ด้วย ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า มีแชมพูสระผม และเครื่องสำอางหลายอย่าง ที่ใช้ว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบ และกำลังเป็นที่นิยมของคนทั่วไป เนื่องจากว่านหางจระเข้ มีคุณสมบัติสามารถช่วยให้กระบวนการเมตะโบลิซึม ทำงานได้เป็นปกติ ลดการติดเชื้อ สลายพิษของเชื้อโรค กระตุ้นการเกิดใหม่ ของเนื้อเยื่อส่วนที่ชำรุด ฉะนั้น ว่านหางจระเข้จึงถูกนำมาใช้ เพื่อบำรุงผิวพรรณ ผู้ที่ใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิวพรรณอยู่เป็นประจำ จะรู้สึกได้ชัดว่า ว่านหางจระเข้มีส่วนช่วย ให้ผิวพรรณผุดผ่อง สดชื่น มีน้ำมีนวล และยังสามารถขจัดสิว และลบรอยจุดด่างดำได้ด้วย
การใช้ว่านหางจระเข้ เพื่อบำรุงผิว โดยปอกเปลือกออก ใช้แต่เมือกวุ้นสีขาวใส ที่อยู่ภายใน ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแพ้ ก่อนใช้ควรตรวจสอบว่า ตนเองจะเกิดอาการแพ้หรือไม่ โดยใช้น้ำที่ได้จากวุ้นสีขาว ของว่านหางจระเข้ ทาตรงบริเวณโคนหู แล้วทิ้งไว้สักครู่ ถ้าเกิดการระคายเคืองเป็นผื่นแดง แสดงว่าไม่แพ้ ไม่เหมาะที่จะใช้กับผิวหน้าอีกต่อไป ถ้าไม่มีอาการแพ้ ก็สามารถใช้ได้ตลอด แต่บางคนก็จะเห็นผลได้เหมือนกัน เมื่อใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณหัวสิว จะทำให้หัวสิวแห้งเร็ว
นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังสามารถลดความแห้งกร้าน และลดความมันของผิวหน้าได้ โดยคนที่มีผิวมัน ก็จะช่วยให้ลดความมัน คนที่มีผิวหน้าแห้ง ก็ยังรักษาความชุ่มชื่นของผิวไว้ได้
2. งา (Sesamum indicum Linn. S. orientle. L)
      เป็นพืชล้มลุก ให้เมล็ดเป็นจำนวนมาก เมล็ดงามีทั้งสีดำ และสีขาว ในเมล็ดงามีน้ำมันอยู่ ประมาณ 45-54% น้ำมันงามีกลิ่นหอมน่ารับประทาน วิธีใช้ โดยการนำเอาเมล็ดงาสด มาบีบน้ำมันงาออก โดยไม่ผ่านความร้อน ใช้ทาผิวหนัง เพื่อบำรุงผิวพรรณ ให้ผุดผ่อง ช่วนประทินผิวให้นุ่มนวล ไม่หยาบกร้าน
3. แตงกวา (Cucumis sativas Linn.)
      จะมีวิตามินสูง ในผลแตงกวายังมีเอ็นไซม์ cryssin ซึ่งช่วยย่อยโปรตีนได้ เอ็นไซม์ชนิดนี้ จะช่วยย่อยผิวหนังที่หยาบกร้าน ให้หลุดออกไป เพื่อให้ผิวใหม่ที่อ่อนนุ่ม เกิดขึ้นมาแทนที่ บางคนใช้แตงกวาสด ผ่าเป็นชิ้นบางๆ วางบนใบหน้าที่ล้างสะอาด แทนน้ำแตงกวา ปัจจุบัน มีน้ำแตงกวาผสมในเครื่องสำอาง เช่น ครีมล้างหน้า ครีมทาตัว เพื่อช้วยให้ผิวไม่หยาบกร้าน และช่วยสมานผิว แตงกวาเป็นสมุนไพร ที่หาง่าย มีประโยชน์ ราคาถูก ใช้ติดต่อกับเป็นประจำ จะทำให้สวนสดชื่น มีน้ำมีนวล
4. มะเขือเทศ (Lycopersicon esculentum Mill.)
     ในมะเขือเทศ จะมีสาร Curotenoid และมีวิตามินหลายชนิด น้ำจากผลมะเขือเทศสุก จะมีสาร licopersioin ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา และแบคทีเรีย และน้ำมะเขือเทศสด นำมาพอกหน้า จะรักษาสิวสมานผิวหน้าให้เต่งตึง หรืออาจจะฝานบางๆ แปะลงบนผิวหน้าก็ได้
5. ขมิ้นชัน (Curcuma Longa Linn.)
ในขมิ้น จะมีสาร Curcumin และมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีกลิ่นเฉพาะ ขมิ้นมีฤทธิ์ยับยั้ง การเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราหลายชนิด ใช้ทาผิวที่มีผดผื่นคัน ผงขมิ้นใช้ทาตัว เพื่อให้มีสีเหลืองทอง ใช้บำรุงผิว และช่วยฆ่าเชื้อ ที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิด ได้อีกด้วย
6. น้ำผึ้ง (Apis dorsata)
      ได้จากผึ้ง ประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคส ฟรุคโตส ขี้ผึ้ง อัลบูมินอยด์ ละอองเกสรดอกไม้ และฮอร์โมนเอสโตรเจน จำนวนเล็กน้อย น้ำผึ้งใช้เป็นส่วนประกอบ ของเครื่องสำอาง ใช้พอกหน้า ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื่น เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้น น้ำผึ้งยังมีคุณสมบัติช่วยสมานผิว น้ำผึ้ง เป็นเครื่องสำอางจากธรรมชาติ ที่ให้ประโยชน์สูง และหาง่าย นอกจากนี้ ยังใช้น้ำผึ้งบำรุงผม ฮอร์โมนเอสโตรเจน จะช่วยบำรุงหนังศีรษะ และกระตุ้นการงอกของเส้นผม           
7. มะขามเปียก (Tamarindus indica Linn)
      มะขามเปียกมีประวัติการใช้มายาวนาน ช่วยชำระสิ่งสกปรกจากผิวหนัง เพราะฤทธิ์ที่เป็นกรดอ่อนๆ ในมะขาม จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกจากผิวหนังได้ดี ปัจจุบัน ได้มีหญิงไทยจำนวนมาก ใช้มะขามเปียกผสมน้ำอุ่น และนมสดให้เข้ากันดี พอกบริเวณผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นรอยด้าน เช่น ตาตุ่ม ข้อศอก ฝ่ามือ ที่มีรอยกร้านดำ และบริเวณรักแร้ ขาหนีบ เพื่อให้ผิวหนังที่เป็นรอยดำจางลง ทำให้ผิวขาวนุ่มนวลขึ้น และนมสดจะช่วยบำรุงผิว ให้นุ่มได้

 สูตรสมุนไพรบำรุงผิวหน้า
ว่านหางจระเข้: บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุดด่างดำ รักษาสิว
แตงกวา:สมานผิว ลบรอยเหี่ยวย่น
มะเขือเทศ: สมานผิว ลดรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ
ขมิ้นสด: บำรุงผิวหน้าผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว
กล้วยน้ำว้าสุก: บำรุงผิวนุ่มเนียนอ่อนไว
หัวไชเท้า: ช่วยลดรอยฝ้าและกระให้จางหาย
ใบบัวบก: ลดรอยตีนกา
มะขามเปียก: บำรุงผิวหน้าขาวเนียน ลดรอยฝ้าจุดด่างดำ ชำระล้างสิ่งสกปรก
กล้วยหอม: ลดรอยเหี่ยวย่น ถนอมผิวหน้าให้ชุ่มชื่น
ทุเรียน: ลดปัญหาสิวเสี้ยน
มะนาว: ลดสีเข้มของกระบนใบหน้า
มะม่วงสุก: แก้ปัญหาฝ้าและสิว
แครอต: บำรุงผิวหนแต่งตึงสดใส
มะเขือเทศ: รักษาสิวหัวดำ ป้องกันรูขุมขนอุดตัน ทำความสะอาดผิวหน้า
สับปะรด: บำรุงผิวหน้าขาวใส และช่วยขจัดเซลล์ตายให้หลุดลอก
แตงโม: บำรุงผิวหน้าชุ่มชื่นสดใส

สมุนไพรเพื่อความงามสำหรับผิวกาย
          ผิวกาย จะเปล่งปลั่งนุ่มนวลไร้รอยกร้าน และรอยหมองคล้ำ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อาหารการกิน การออกกำลังกาย และยังมีการถนอมผิว บำรุงผิวอีกหลายๆรูปแบบ สมุนไพรพื้นๆ ที่มีอยู่ทั่วๆไปเอามาใช้บำรุงผิว ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดีจึงอยากบอกต่อ รับรองว่าผิวคุณจะสวยขึ้นแน่นอน

 

สมุนไพรเพื่อความงามสำหรับเส้นผม
        ทรงผม หรือเส้นผม เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดูดีขึ้นได้ สิ่งที่ควรคำนึงในหารดูแลเส้นผม ได้แก่ อาหารจำพวกโปรตีนที่ได้จากเนื้อ นม ไข่ ฯลฯ และวิตามิน A,C,E,B5 ที่ได้จากผลไม้ต่างๆและธัญพืช จำพวกถั่ว งา ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ฯลฯ


{ Last Page } { Page 1 of 2 } { Next Page }

About Me

Home
My Profile
Archives
Friends
My Photo Album

Links


Categories


Recent Entries

แปะก๊วย
ผมๆๆ
ความดันโลหิตสุงกับผู้หญิง
ความดันโลหิตสูง
ราศ๊พฤษภ

Friends




Power By : BlogKa.com - Free Blog Hosting